เรียนท่านผู้มี อุปการะคุณทุกท่าน ขอความกรุณาช่วยกัน แสดงความคิดเห็นด้วยนะขอรับ เืพื่อทางทีมท่านขุนทั้งหลายจะได้นำมาปรับปรุงเพื่อความบันเทิง ของทุกท่านต่อไปในอนาคตขอรับ
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาแปะ ตอน 3

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาแปะ ตอน2

อาแปะ ตอน1

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

เมีย 4 ฅน


ภรรยา 4 คน


ชายคนหนึ่งมีภรรยา อยู่ 4 คน

ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอดอยากได้อะไร
เขาหาให้ทุกอย่าง

ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่ง
ทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้
และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ

ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว

ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ


ต่อมาชาย คนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรง
และถูกจับ ต้องถูกประหารชีวิต ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน
เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง
ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1
เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง
และถามภรรยา คน ที่ 1 ว่า
" ถ้าเขาต้องตายภรรยาคนที่ 1
จะทำอย่าง ไร? "
ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า
“ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน”
คำตอบที่ได้รับ
เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่างจัง
เขารู้สึกเจ็บปวด และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
นึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย
จากนั้นเขาก็ ไปหา ภรรยาคนที่ 2
ด้วยอาการเศร้าโศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า
" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2
จะทำอย่างไร? "
ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉย ว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ "
เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขา อย่างจัง
เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมา
เขาไม่ควร ทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน
เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3
เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถาม ภรรยา คนที่ 3 ว่า
"ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 3
จะทำอย่างไร? "
ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า
"ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง "
ทำให้เขาคลายความ เศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา
ก่อนกลับไปรับโทษ
เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคน ซึ่งไม่เคยไปหาเลย จึงไปหา ภรรยาคนที่ 4 และถามว่า
" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 4
จะทำอย่าง ไร?"
ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย "
แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก
เพราะ...มัน สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่
เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย
แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร
และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไป ด้วย.....

เราทุกคนก็ มีภรรยา 4 คน นี้
มีคำถามว่า ภรรยาทั้ง 4 คนเป็นใคร? คิดกันก่อนนะ แล้วค่อยเฉลย...
ทีนี้เรามาดูกันว่า
ภรรยาคน ที่ 1, 2, 3 และ 4
เป็นใครกันบ้าง
ภรรยาคน ที่ 1

ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง
อยากได้อะไรก็หาให้
แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา
เมื่อเราตาย ร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้
ท่อนหนึ่งเท่านั้น
ภรรยาคน ที่ 2

ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มันมา
แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา
แต่ไปเป็นของคนอื่น
ภรรยาคนที่ 3

พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติ พี่น้อง เพราะพอเราตาย
เขาจะทำศพให้เรา ทำบุญไปให้
แปลว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น
ภรรยาคนที่ 4

บุญกับบาป เมื่อเราตายไป
เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้
มีเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น
ที่จะตามเราไป .....
เห็นไหมว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต
แต่เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งคิดว่าเงินไม่สำคัญ
สำคัญ … แต่
ไม่สำคัญที่สุดเท่านั้นเอง
อย่าลืม…ยังมีเรื่องอื่น
ที่สำคัญกว่าเงินอีกเยอะ

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ห้าเด้ง ตอนที่5 (จบ)

สายๆของเช้าวันใหม่,พวกเราเริ่มทยอยรู้สึกตัวและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง,ตลอดทั้งวันรวมทั้งเรื่องหลอนๆของค่ำคืนที่ผ่านมา,ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการข่มตาให้หลับลงแต่อย่างใด
วันใหม่ที่สดใส,กับบรรยากาศที่แสนอบอุ่น,มันเหมือนพลังที่เหนี่ยวรั้งพวกเราไว้จนไม่อยากจะขยับตัวไปไหน,พวกเรายังคงนอนเล่นกลิ้งตัวไปมา,โดยไม่มีทีท่าว่าใครอยากจะลุกไปทำอะไรให้มันเป็นประโยชน์มากกว่านี้,ส่วนหลานไอ้นกเองก็ดูท่าทางจะมีความสุขอยู่ไม่น้อยที่ได้เพื่อนใหม่ๆมาคอยหยอกล้อพูดคุยด้วย
พวกเรามีความสุขกับการนอนเกลือกกลิ้งอยู่ได้ไม่นาน,หลานไอ้นกที่เคยทำให้พวกเราสะดุ้งสุดตัวมาแล้วเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา,ก็ดูเหมือนว่ามีความในใจอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกให้พวกเรารับรู้อยู่เต็มอก
"พี่ๆนี่ที่นอนน้องผม,มานอนกันทำไม?"ไอ้แสบถามอย่างไร้เหตุผล
"อ้าว...มีน้องด้วยเหรอเอ็ง,แล้วมันไปไหนล่ะไม่เห็นมันมานอนเลย"พวกเราช่วยกันถามด้วยความห่วงใย
"อ๋อ...น้องผมพึ่งตายไปไม่นานนี้ไม่รู้เหรอ"ไอ้แสบเปิดใจ,เสียงหัวเราะเล็กๆเล็ดรอดออกมาจากลำคอ,พร้อมกับสีหน้าที่แอบสะใจอย่างลึกๆราวกับผู้มีชัย
สายตาทุกคู่ของพวกเราหันไปทางไอ้นก,ที่นอนสะแยะยิ้มอยู่ข้างๆเหมือนกับจะยืนยันในคำพูดของไอ้แสบหลานชายสุดที่รักของมัน
เท่านั้นแหละครับพี่น้อง,ไม่ต้องคิดนาน,พวกเราลุกกันพรวดเดียวก็ยืนเลย,ชั่วโมงดีๆในการพักผ่อนถูกไอ้แสบทำลายลงย่อยยับจนไม่เหลือซาก,โดยที่มันไม่สนว่ามีใครอยากจะรับรู้เรื่องราวที่มันพยายามนำเสนอหรือปล่าว,จนพวกเราอยากจะรุมสำเร็จโทษมันซะเหลือเกิน,แต่จะอย่างไรก็ตามใบหน้าที่แสนทะเล้นกับเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของไอ้แสบ,ก็ยังอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดมาอย่างไม่เคยลืมเลือน
เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาทั้งหมด,ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงชะตากรรมของพวกเราอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร,เราสุมหัวกันอยู่
ไม่นานนักก็ได้ความว่า,คืนนี้จะไม่ค้างที่นี่กันอีกแล้ว,เพราะที่ผ่านมาก็เผาหรอกกันไปเต็มๆ,ขืนถ้ายังทะลึ่งอยู่ต่อไม่วายต้องเผาจริงแน่ๆ,และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า,จุดหมายต่อไปของพวกเราคือ"เขาใหญ่"


บทความกำกับโดยขุนเดช
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรื่องที่แม่ไม่เคยสอน...




นี่ก็ใก้ลมันแม่แล้ว เราทำอะไรให้แม่บ้างใช่วันนี้วันแม่ก็รักแม่แค่วันนี้นะ แต่จงรักต่อไปทุกๆวันเราเคยฟังแม่ พร่ำบ่น สั่งสอนกันจนเรา เบื่อแม่สอนเราทุกเรื่องเป็นครู ฅนแรกของเรา แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่แม่ไม่เคยสอนเลย อยากรุ้หรือเปล่า ลองอ่านดู บางฅนคงเคยอ่านแล้ว ก็ขอนำมาลงสำหรับ ฅนที่ยังไม่ได้อ่าน และยังมีแม่อยู่ในใจ



1. เพื่อน ๆ บอกฉันว่าทำไมฉันดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจัง...
ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน...

2. เพื่อน ๆฉันบอกว่า ทำไมพอฉันมีตังค์ ฉันชอบเอาไป ทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระ..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา..

3. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นฉันป่วยนอนโรงพยาบาลเลย..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้ฉันออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก..

4. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไง..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน..

5. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร

หรือแม้แต่ขอทานที่ฉันให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้ฉัน ทำไมฉันต้องขอบคุณขอทานฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน

ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา..

6. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมพี่น้อง ฉันมีตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลย..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้

ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้..

7. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนัก..

ฉันบอกเพื่อนว่าแม่ฉันสอน ให้ฉันสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์

ทุกพระองค์ แม่ฉันสอน ให้ฉันรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่ฉันยังไม่รู้ความหมายจนทุกวันนี้

ฉันรู้แล้วว่า คำว่า จงรักภักดีนั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด..

8.เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมแม่ฉันถึงสอนอะไรฉันมากมายจังเลย

ฉันบอกเพื่อนว่าที่ฉันเป็นฉันอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ "แม่ฉันสอน"

แม่ฉันสอนอะไรฉันทำตามแม่ฉันสอนทุกอย่าง...

มีอยู่อย่างเดียวที่แม่ฉันไม่ได้สอน แต่ฉันทำ แล้วฉันทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว

แม่ฉันไม่ได้สอนให้รักแม่ แต่......ฉันรักแม่...ด้วยตัวฉันเอง..
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ห้าเด้ง ตอนที่ 4

บรรยากาศในการร่ำสุราที่พวกเราโหยหา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ยืดยาวนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะยังไงซะเจ้าแอลกอฮอลล์ที่ยังส่งยิ้มให้เราอยู่ในขวดก็สำคัญกว่า บรรยากาศดีๆเป็นไหนๆ

เราเริ่มบรรเลงเพลงยุทธ์กันอีกครั้ง ทุกคนล้อมวงกันแบบสบายๆ เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาตั้งแต่เช้าถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนากัน อย่างเพลิดเพลิน รวมทั้งเรื่องเก่าๆที่มักพูดคุยกันในวงเหล้า ก็ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นเล่าสู่กันฟังใหม่โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

ภายในบ้านพักหลังนี้ แม้ไม่กว้างขวางมากนัก แต่มันก็สบายพอสำหรับพวกเราทั้งหกคน อีกทั้งที่หลับที่นอนก็มีพร้อม โทรทัศน์เครื่องเล็กก็มีไว้เปิดให้พวกเราได้คลายเหงา แถมพวกเรายังมีความเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก เพราะญาติไอ้นกที่เป็นเจ้าของบ้านไปทำงานต่างถิ่น จนทำให้พวกเราเผลอนึกไปว่าเป็นบ้านของเราเอง

คงไม่ต้องบอกหรอกครับว่าพวกเราเต็มที่กันขนาดไหน มันก็คล้ายๆกับวงเหล้าทั่วไปนั่นแหละ เมื่อดีกรีเริ่มถึงมันก็ยิ่งทำให้พวกเรายิ่งคึกคัก แถมด้วยกีต้าร์ตัวเก่งที่ผมพกมาจากบ้าน ช่วยมาเสริมให้วงเหล้าพลัดถิ่นของพวกเรามีสีสันเป็นอยางมาก พวกเราใส่กันเต็มที่โดยไม่มีใครห้ามใคร หน้าแล้วหน้าเล่าของหนังสือเพลงถูกพลิกไปมา เพลงแล้วเพลงเล่าที่พวกเราช่วยกันบรรเลงและแหกปากประสานเสียงแบบไม่สนใจใคร โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่และจะไปรบกวนใครบ้างหรือปล่าว

และในที่สุด!!! ศิลปินที่ไม่มีใครเชิญมาของพวกเราก็ต้องหยุดการแสดงลง แสงไฟในบ้านสาดส่องไปกระทบบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างนอกให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งมันอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสี่เมตร ผม ไอ้เรศ และไอ้อ๋องเห็นสิ่งนั้นด้วยกัน ต้องบอกตรงๆว่าน้ำตาผมเริ่มคลอเบ้า ตัวเริ่มแข็งสมองสับสนไปหมดเพราะไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน สิ่งที่พวกเราเห็นนั้นสูงเลยขอบหน้าต่างขึ้นมาไม่มาก มันดูคล้ายกับเด็กที่ใส่เสื้อสีขาวผมสั้นเกรียน ยืนเกาะขอบหน้าต่างอยู่ภายนอกท่ามกลางความมืดโดยไม่มีการเคลื่อนไหว ส่วนสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นใบหน้าที่จ้องมองมายังพวกเราก็ไม่เด่นชัดมากนัก เพราะเต็มไปด้วยรอยคราบสีขาว ไอ้วุฒิกับไอ้ตั้มที่หันหลังให้ค่อยๆเอียงตัวไปมอง จนทำให้พวกมันทั้งคู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงแทบที่จะลืมหายใจ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่อกจนไม่สามารถจะพูดอะไรออกมาได้ ขนทั่วร่างเริ่มลุกชัน ร่างกายไม่ยอมขยับราวกับถูกสาปไว้ แต่ก่อนที่ความกลัวของพวกเราจะทะลุเพดาน ไอ้นกก็ทำลายบรรยากาศที่แสนจะกดดันให้จางหายไป

"อ้าวเฮ้ย...ทำไมไม่เข้าหน้าบ้าน" ไอ้นกตะโกนถาม,

"ประตูล็อค" เด็กคนนั้นตอบ,

"แล้วทำไมไม่เรียก" ไอ้นกข้องใจ,

"เรียกแล้ว ไม่มีใครได้ยิน" เด็กคนนั้นสวนกลับ...

เมื่อบทสนทนาของคนทั้งคู่จบลง ก็ดูเหมือนว่าพวกเราได้กลับมามีลมหายใจกันอีกครั้ง

เฮ้อ...พี่น้องครับ บรรยากาศช่วงที่ผ่านมานั้นบอกตรงๆว่า "เกินที่จะรับได้" แต่เมื่อทุกอย่างจบลงแบบนี้ก็ต้องบอกอีกว่า "โค-ตะ-ระ ประทับใจ" ไม่ช้าทุกคนต่างก็เริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายร่างกาย เสียงหัวเราะปนเสียงด่าทอแบบขำๆถูกแย่งกันปลดปล่อยเหมือนกับอัดอั้นกันมานาน ชนิดที่ว่าชาตินี้ไม่มีทางลืมได้

สรุปสุดท้ายเราจึงได้ความว่า ปกติแล้วหลานไอ้นก จะนอนที่นี่คนเดียวเพราะพ่อแม่ไปทำงานอยู่ที่อื่น แต่พวกเราก็ไม่รู้มาก่อน เพราะตั้งแต่มาถึง มันก็พึ่งจะโผล่มาให้เห็นนี่แหละ....เฮ้อชีวิต

โปรดติดตาม ตอนจบเร็วๆนี้


เขียนโดย

ขุนเดช