เรียนท่านผู้มี อุปการะคุณทุกท่าน ขอความกรุณาช่วยกัน แสดงความคิดเห็นด้วยนะขอรับ เืพื่อทางทีมท่านขุนทั้งหลายจะได้นำมาปรับปรุงเพื่อความบันเทิง ของทุกท่านต่อไปในอนาคตขอรับ

Categories

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขุนไกร บรรยาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขุนไกร บรรยาย แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ผลพลอยได้ 2

ผลพลอยได้ 1

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาแปะ ตอน จบ

อาแปะ ตอน 5

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาแปะ ตอน 4

อาแปะ ตอน 3

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาแปะ ตอน1

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

เมีย 4 ฅน


ภรรยา 4 คน


ชายคนหนึ่งมีภรรยา อยู่ 4 คน

ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอดอยากได้อะไร
เขาหาให้ทุกอย่าง

ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่ง
ทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้
และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ

ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว

ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ


ต่อมาชาย คนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรง
และถูกจับ ต้องถูกประหารชีวิต ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน
เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง
ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1
เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง
และถามภรรยา คน ที่ 1 ว่า
" ถ้าเขาต้องตายภรรยาคนที่ 1
จะทำอย่าง ไร? "
ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า
“ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน”
คำตอบที่ได้รับ
เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่างจัง
เขารู้สึกเจ็บปวด และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
นึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย
จากนั้นเขาก็ ไปหา ภรรยาคนที่ 2
ด้วยอาการเศร้าโศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า
" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2
จะทำอย่างไร? "
ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉย ว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ "
เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขา อย่างจัง
เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมา
เขาไม่ควร ทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน
เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3
เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถาม ภรรยา คนที่ 3 ว่า
"ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 3
จะทำอย่างไร? "
ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า
"ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง "
ทำให้เขาคลายความ เศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา
ก่อนกลับไปรับโทษ
เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคน ซึ่งไม่เคยไปหาเลย จึงไปหา ภรรยาคนที่ 4 และถามว่า
" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 4
จะทำอย่าง ไร?"
ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย "
แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก
เพราะ...มัน สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่
เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย
แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร
และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไป ด้วย.....

เราทุกคนก็ มีภรรยา 4 คน นี้
มีคำถามว่า ภรรยาทั้ง 4 คนเป็นใคร? คิดกันก่อนนะ แล้วค่อยเฉลย...
ทีนี้เรามาดูกันว่า
ภรรยาคน ที่ 1, 2, 3 และ 4
เป็นใครกันบ้าง
ภรรยาคน ที่ 1

ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง
อยากได้อะไรก็หาให้
แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา
เมื่อเราตาย ร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้
ท่อนหนึ่งเท่านั้น
ภรรยาคน ที่ 2

ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มันมา
แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา
แต่ไปเป็นของคนอื่น
ภรรยาคนที่ 3

พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติ พี่น้อง เพราะพอเราตาย
เขาจะทำศพให้เรา ทำบุญไปให้
แปลว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น
ภรรยาคนที่ 4

บุญกับบาป เมื่อเราตายไป
เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้
มีเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น
ที่จะตามเราไป .....
เห็นไหมว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต
แต่เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งคิดว่าเงินไม่สำคัญ
สำคัญ … แต่
ไม่สำคัญที่สุดเท่านั้นเอง
อย่าลืม…ยังมีเรื่องอื่น
ที่สำคัญกว่าเงินอีกเยอะ

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรื่องที่แม่ไม่เคยสอน...




นี่ก็ใก้ลมันแม่แล้ว เราทำอะไรให้แม่บ้างใช่วันนี้วันแม่ก็รักแม่แค่วันนี้นะ แต่จงรักต่อไปทุกๆวันเราเคยฟังแม่ พร่ำบ่น สั่งสอนกันจนเรา เบื่อแม่สอนเราทุกเรื่องเป็นครู ฅนแรกของเรา แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่แม่ไม่เคยสอนเลย อยากรุ้หรือเปล่า ลองอ่านดู บางฅนคงเคยอ่านแล้ว ก็ขอนำมาลงสำหรับ ฅนที่ยังไม่ได้อ่าน และยังมีแม่อยู่ในใจ



1. เพื่อน ๆ บอกฉันว่าทำไมฉันดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจัง...
ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน...

2. เพื่อน ๆฉันบอกว่า ทำไมพอฉันมีตังค์ ฉันชอบเอาไป ทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระ..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา..

3. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นฉันป่วยนอนโรงพยาบาลเลย..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้ฉันออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก..

4. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไง..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน..

5. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร

หรือแม้แต่ขอทานที่ฉันให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้ฉัน ทำไมฉันต้องขอบคุณขอทานฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน

ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา..

6. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมพี่น้อง ฉันมีตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลย..

ฉันบอกเพื่อนฉันว่าแม่ฉันสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้

ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้..

7. เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมฉันถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนัก..

ฉันบอกเพื่อนว่าแม่ฉันสอน ให้ฉันสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์

ทุกพระองค์ แม่ฉันสอน ให้ฉันรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่ฉันยังไม่รู้ความหมายจนทุกวันนี้

ฉันรู้แล้วว่า คำว่า จงรักภักดีนั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด..

8.เพื่อน ๆ ฉันบอกว่า ทำไมแม่ฉันถึงสอนอะไรฉันมากมายจังเลย

ฉันบอกเพื่อนว่าที่ฉันเป็นฉันอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ "แม่ฉันสอน"

แม่ฉันสอนอะไรฉันทำตามแม่ฉันสอนทุกอย่าง...

มีอยู่อย่างเดียวที่แม่ฉันไม่ได้สอน แต่ฉันทำ แล้วฉันทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว

แม่ฉันไม่ได้สอนให้รักแม่ แต่......ฉันรักแม่...ด้วยตัวฉันเอง..
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ขอหัวเจ๊.....................คืนเถอะ

ขอหัวเจ๊คืน.................เถอะ
เมื่อหลายปีก่อนบริษัท ก่อสร้างที่ผมทำงานอยู่ได้รับงานก่อสร้าง คลังสินค้าขนาดทัณฑ์บน ขนาดใหญ่แถวถนนกิ่งแก้ว สมุทรปราการ โดยมีผมเป็น โปรเจ็ค อยู่มีโฟร์แมน วิศวกร อยู่หลายคน และมีคนงานคู่ทุกข์ คู่ยากของผมคือไอ้เหลือ ก็ไอ้คนเดียวกับ “เรื่อง ไม่น่าเลย” โดยผมจะมีลูกน้องที่ผมสนิทอยู่คือ กิติกร หรือเจ้ากร มันเป็นเด็กโคราช รูปร่างผอมสูง ผิวคล้ำสักหน่อย เป็นโฟร์แมนรีโมท คือสั่งได้และสโลแกนติดปากของมันก็คือ “ได้ครับพี่”คือถ้าสั่งงานเจ้ากรมันไม่เคยปฏิเสธ และสั่งง่ายเข้าใจมีหัวทางเชิงช่าง ซึ่งเจ้ากร กับไอ้เหลือเปรียบเหมือนคู่หู คู่กัด ลูกศิษย์ อาจารย์ เพราะไอ้เหลือของเรามันจบแค่ ป6 ส่วนเจ้ากรมันจบ ปวส.โยธา แต่เจ้ากรสอนเจ้าเหลือแบบชนิดหมดใส่หมดพุง ไว้ว่าจะเป็นการใช้กล้องสำรวจ กล้องมุม กล้องระดับ เจ้ากรมันสอน ไอ้เหลือจนบางที่ไอ้กรนั่งดู ไอ้เหลือส่อง จนค่ามุม ค่าระดับ บางทีผมเห็นเจ้ากร เดินแบกไม้สตาฟ โดยมีไอ้เหลือเป็นคนส่อง ส่วนหัวหน้าช่าง อีกคนของผมคือจำเรียง ชายหนุ่มผู้มีรูปร่าง สมชาย ร้องเพลงลูกทุ่งเด็ดขาด ก็อยู่กลุ่มเดียวกับไอ้เหลือ และเจ้ากร ตกเย็นเป็นดื่ม
เข้าเรื่องเลยก็ แล้วกัน คือว่าเรื่องของเรื่องก็คือ บริษัท ก่อสร้างของผม มีโกดังให้เช่าอยู่ ถ.กิ่งแก้ว อยู่ห่างจาก ไชด์งานประมาณ 5 – 6 กม. ผมเลยเอาพื้นที่ โกดังหลังใหญ่ซึ่งยังไม่มีผู้เช่า ถ้าคนอยู่แถวนั้นโกดังนี้อยู่เยื้องกับโรงแรม แกรนด์ อินคำ ซึ่งผมเอาไว้เป็นที่ตัดประกอบแบบ ของต่างๆที่เกี่ยวกับงานเหล็กพิเศษ โดยจำเรียงเป็นหัวหน้าคนงาน โดยรอบบริเวณค่อนข้าง เปลี่ยวเพราะด้านหลังจะเป็นบ่อปลา เคยมีคนงานที่พักเล่าให้ผมฟังว่าเคยโดยผีหลอก อยู่บ่อยๆ และด้านข้างก็เป็นโรงงานร้าง ส่วนด้านหน้ามีตึกแถวมีร้าน ค้าอยู่และก็มีร้านคาราโอเกะ อยู่ซึ่งเป็นที่สิงสถิต และเป็นที่ซ้อมร้องเพลงของจำเรียงเป็นประจำ วันเกิดเรื่องเป็นวันที่ผมให้เจ้ากรเข้าไปตีแบบ ขออธิบายเพื่อเพื่อนๆจะงง ก็คือให้เจ้ากรเข้าไปเอากล้องมุม เข้าไปเปิดฉาก และองศาให้จำเรียงที่พื้นโกดัง เพื่อประกอบแบบโครงหลังคา คือสรุปง่ายๆ ไปวาดแบบ เท่าจริง บนพื้นโกดัง เพื่อตรวจสอบ และเป็นต้นแบบเพื่อการประกอบ โดยผมให้เจ้ากรเข้าไปตอนเย็น เพื่อประสานกับจำเรียง โดยผมบอกให้กรเปิดโอทีให้คนงาน คนละ 3 ชั่วโมง แล้วเอาคนงานมาช่วย 3 – 4 คน เพราะต้องทำหลายตัว เจ้ากร มันก็รับปากตามสไตล์เดิมคือ “ได้ครับพี่”แต่ก่อนที่มันจะออกไป มันหันกลับมาถามผมว่า พี่ๆหลังรถมีเหลือหรือเปล่า เป็นที่รู้กันคือเหล้าปกติผมจะเหล้าอยู่หลังรถตลอดเพราะ มีคนเอามาให้ก็พวกร้านค้า วัสดุอะไรนี้แหละครับผมเลยเอากุญแจให้เจ้ากรมันเอาเหล้า พอมันได้ของที่ต้องการมันเอากุญแจมาคืน มันบอกผมว่าพี่ครับ กลับแกล้มไม่มี ผมเลยเอาให้มันไป 200 แต่ผมก็ขู่มันว่า ถ้างานไม่เสร็จเองโดนตัดเงินเดือนนะ ฝากบอกจำเรียงด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเข้าไปตรวจ แล้วอย่าลืมคืนนี้เหล็กจะเข้าไปส่งให้ยกกอง ไว้ที่ลานก่อนอย่าเอาเข้าโกดัง แล้วนับจำนวนไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าให้ไอ้เหลือเข้ามาเอารถช่วยย้าย “แล้วจะมาส่งกี่โมงละพี่” เจ้ากรถามผม เห็นทางโรงงานเหล็กบอกจะมาถึงประมาณ เที่ยงคืน ผมตอบมัน
พอ ตอนเข้าประมาณ เกือบ 6โมง ผมเข้ามาที่ ไซด์ มาปลุกเจ้าเหลือ โดยที่ผมลืมบอกมัน ไอ้ตัดพ้อว่ามันยังเช้าอยู่ ข้าวก็ไม่ได้กิน ผมบอกมึงไม่ต้องลีลา ไปปลุก ไอ้สี แล้วคนงานจับกังอีก 2-3คนให้ไปกับผม เมื่อเข้าไปที่โกดังผมเห็นรถเจ้ากรจอดอยู่แสดงว่าเจ้ากรคงเพียบเมื่อคืน พอไปถึงจำเรียงก็โผล่ออกมา ตะโกนว่าเดี๋ยวพี่ขอเข้าห้องน้ำก่อน ผมบอกตามสบาย ผมเลยถามเจ้ากรละ จำเรียงตอบเมื่อคืนมันนอนกับผม เพียบไปหน่อย แล้วเหล็กเรียบร้อยหรือเปล่า จำเรียงตอบเรียบร้อยพี่ งั้นเดียวเอาไปส่งมาให้พี่ด้วย จำเรียงรับคำ แล้วจำเรียงบอกไอ้เหลือกินข้าวซิวะ กับข้าวเพียบไปอุ่นเอา ไอ้เหลือกับคนงานชุดที่ไปกับผมไม่รอช้า ตรงเข้าตู้กับข้าวซึ่งมี หมูทอดกระเทียมพริกไท ผัดกระเพรา และอีก 2 -3 อย่าง ผมบอกงั้นไอ้เหลือมึงเอาตลับเมตรมาเดี๋ยวกูวัดเองมึงไปกินข้าว พอผมตรวจเสร็จเดินออกมาที่โต๊ะกินข้าวทีจำเรียงทำเอาไอ้ โดยใช้โลว์ สายเคเบิลมาทำโต๊ะ พอผมเดินมาไอ้เหลือชวนผมทันที บอกเฮียหมูกระเทียมสุดยอด ผมหยิบขึ้นมา กำลังจะเข้าปากพอดีเจ๊กบเจ้าของร้านคาราโอเกะข้างหน้าโกดังก็เข้ามา บอกผมว่านายช่างช่วยบอกคนงาน "ขอหัวเจ๊คืนเถอะ" เท่านั้นเอง ผมถามเจ๊ กบว่าอะไรนะหัวใคร หัวหมาเจ๊เมื่อคืนมันโดนรถชน แล้วมีคนเห็นคนงานลากเอามันเข้าไปในโกดัง เจ๊อยากได้หัวมันไปฝังสงสารมัน เท่านั้นแหละครับ วงข้าวเมื่อสักครู่แตกกระจาย พร้อมเสียงโก่งคอ โอกอ๊าก กันสนั่น ดีนะที่ผมไม่ได้เข้าร่วมด้วย แต่กลิ่นมันก็เย้ายวนไม่ใช่เล่น (ปล่อยมุข) ได้กลิ่นแล้วผมยังนึกสยองอยู่เลย เพราะเมนูทั้งหลายทั้งแหล่บนโต๊ะมันทำจากเนื้อไอ้ขาว หมาเจ๊กบ นี่เอง ส่วนจำเรียง เจ้ากร ยืนหัวเราะกันงอหาย อยู่ชั้นบนที่เห็นพวกไอ้เหลือกับคนงานคนอื่น ประสานเสียงกัน ผมเลยเรียกทั้งคู่มาไล่เรียงเรื่องราว ว่าเป็นมาอย่างไร เจ้ากรเล่าให้ฟังว่าพอตีแบบให้จำเรียงเสร็จก็ประมาณ จะ2 ทุ่มแล้วก็เลยตั้งวงกัน เพราะกะจะกินไปเรื่อยๆ จะได้รอรับเหล็กด้วย ผมก็เลยเอาเงินให้ ไอ้คม กับไอ้จ่อย ไปซื้อกับแกล้ม (ไอ้คม ไอ้จ่อย 2คนนี้เป็นพี่น้องกัน มาจากท่าแร่ สกลนคร แล้วมันมีหน้าที่เป็นพ่อครัวด้วยเพราะทั่งคู่อยู่บ้านนอกช่วยแม่ทำอาหารตาม สั่ง)แต่มันออกไปเห็นรถหัวลากชนหมาของเจ๊กบ พอดีหน้าทางเข้าก่อนมันไปถึงประมาณ 50 เมตร มันก็เลยรีบวิ่งไปเก็บ ถนนกิ่งแก้วสมัยนั้น ค่อนข้างเปลี่ยว โดยมีซาเล้งฝั่งตรงข้ามก็เห็นแล้วเตรียมมาเก็บเหมือนกัน 2 คนพี่น้องเลยรีบชิงตัดหน้าเก็บก่อน เพราะมันคิดว่า อย่างไรแล้วเอาเงินไปซื้อเหล้ากับน้ำแข็งโซดา ดีกว่าและอีกอย่างมันทั้ง 2คนตอนอยู่บ้านนอก ก็กินกันเป็นประจำอยู่แล้ว ด้วยความคิดว่าอยากให้ลูกพี่ได้กินของอร่อยว่างั้นเถอะ แล้วมันก็เอาเหล้าไปให้จำเรียง เจ้ากรก็ถามพวกมึงเอาเงินที่ไหนซื้อเหล้าวะ แล้วกับ แกล้มกูละ มันบอกว่าเดียวทำมาให้กินทั้ง จำเรียง และเจ้ากรไม่สนใจ เพราะคิดว่ามันอาจได้ของสดที่ เจ๊กบให้มาทำกินก็ได้เพราะเจ๊กบ ชอบเอาของสด(หลายวันแล้วแต่ยังไม่เสีย) มาให้เป็นประจำ จำเรียงกับเจ้ากร ก็รอพอทำเสร็จทุกคนก็ชื่นชม ในฝีมือทำกับข้างของ 2 คนพี่น้องแล้วก็กินไป พอกินเข้าไปกันสักพักใหญ่ๆเจ้ากรก็เข้าไปเข้าห้องน้ำ มันต้องผ่านที่ทำกับข้าวเจ้ากรก็เห็นอะไรบางอย่าง แต่ไม่แน่ใจก็เลยมาตามจำเรียง บอกช่างเรียงมาดูอะไรหน่อย จำเรียงบอกอะไรของเองวะกร เจ้ากรบอกเถอะนะ แล้วเมื่อทั้งคู่ไปเห็นมันคือซากหมาของเจ๊กบ โดยมีหางเป็นหลักฐานวางอยู่ในตะแกรงปิ้ง พร้อมเนื้ออีก 2 – 3 ชิ้นเท่านั้นแหละ เมื่อทั้งคู่บอกใช่แล้ว ก็พากันเอาออกไม่มีเหลือ ส่วนจำเรียงก็เรียก ไอ้คม กับไอ้จ่อย มาต่อว่ามันตอบว่าผมอยากให้ลูกพี่ได้กินของอร่อยๆ แล้วไม่วายมันบอกว่าเครื่องในผมต้มไว้แล้วพี่ รับรองสะอาดอยู่บ้านผมทำกิน ทำขายช่วยแม่ประจำ เท่านั้นทั้ง 2 คนก็พากันไปเอาออกเป็นรอบที่ 2 และ 3 แต่จำเรียงกับเจ้ากรก็ไม่โกรธพวกมัน เพราะว่ามันก็หวังดีอยากลูกพี่ได้กินของอร่อย ผมก็เลยถามว่า ทำไมยังไปชวนพวกไอ้เหลือกินอีกละ และตัวพี่เองก็เกือบจะกินอยู่แล้วดีนะที่เจ๊กบมาของหัวคืน จำเรียงบอกจะแก้แค้นไอ้เหลือที่เคย หลอกพวกมันให้กินเนื้อคางคก

เขียนโดยขุนไกร

โถไม่น่า...............เลย

โถ่ไม่น่า...........เลย
เช้าวันหนึ่งยามหน้าหนาว ณ ถิ่นรา้งห่างไกลทางภาคเหนือของประเทศ พี่ใหญ่ของเรา (สหายเลนิน) ยังคงเป็นเพียงผู้หาเช้ากินค่ำตามแบบฉบับของปุถุชนคนธรรมดา ถึงแม้นจะเป็นวิศวกรควบคุมงานตามตำแหน่งหน้าที่แต่จิตใจของเขาก็มิได้มองตัง เองว่าสูงส่งกว่าคนอื่นแต่ประการใด
ไอ้เหลือคนงานธรรมดาคนหนึ่ง หอบสังขารตัวเองมาจากต่างจังหวัดทางภาคตะวันออกที่มีขอบเขตติดกับเพื่อนบ้าน ถึงตัวจะดำแต่ก็ดำแบกันตรึม(เหลือมันเคยบอกอย่างนั้น) เหลือเองมีความสามารถหลายอย่าง ทั้งยังสามารถพูดได้หลายภาษาอีกด้วย (ภาษาเพื่อนบ้าน) แม้นเหลือจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรสักคำแต่ก็ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง
"ไปโว้ย.....ไอ้เหลือ ขึ้นรถ" พี่ใหญ่ของเราพาตัวเองพร้อมลูกน้องคนสนิทออกไปทำภารกิจบางอย่าง ตามลำพัง!.... รถกระบะ 4WD 4ประตูเก่าๆทะยานตัวออกไปราวกับว่า "ถนนสายนี้หัวใจข้าจอง" (หลิวเตอหัว) แวะปั้มก่อนโว้ยเหลือ ไม่ต้องรีบบ้านป่าแบบนี้ ปั้มน้ำมันนี่แหละที่ยังพอมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เห็นบ้าง "น้องเต็มถัง" พี่ใหญ่บอกความต้องการ พร้อมกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ตามประสาคนรอบคอบ "เฮ้ย เดี๋ยวกูจะไปห้องน้ำ มึงจะไปมั้ย" ยังไม่ทันได้ยินเสียงตอบรับ พี่ใหญ่ก็ออกตัวไปก่อนแล้ว ไอ้เหลือเองแม้จะไม่ได้ติดตามลูกพี่ลงไปก็มิได้ทำตัวนิ่งเฉย ด้วยความเป็นคนที่มีบุคลิกแบบกันตรึมๆ และชอบด฿แลตัวเองให้ดูดีเสมอจึงได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการปรับที่บังแดด ด้านคนนั่งลงมาเพื่อตรวจเช็คความหล่อของตนเอง โดยการนำแป้งมาพัด แถมกันปากแตกด้วยลิปสติกสีสดมาละเลงที่ริมฝีปากอันหยาบกร้าน ที่เมียสุดที่รักซื้อมาฝากจากตลาดนัด เพราะกลัวว่าไอ้เหลือจะทนกับสภาพ ที่หนาวเหน็บไม่ได้ไม่นานนักพี่ใหญ่ก็เสร็จจากภาระกิจอันหนักอึ้ง เดินออกมาด้วยความสบายใจส่วนน้องสาวพร้อม เพื่อนพนักงาน ที่ให้บริการเติมน้ำมัน ก็จับกลุ่มยืนรอด้วยความยิ้มแย้มรวามกับว่าพนักงานที่นี่ ถูกอบรมมาเป็นอย่างดี พี่ใหญ่เองก็เบิกบานใจมิใช่น้อย เพราะพนักงานทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสุภาพสตรี ที่น่าทะนุถนอมยิ่งนัก พี่ใหญ่ชำระเงินเสร็จพร้อมกับหันตัวขึ้นรถ ยังไม่ทันเอื้อมมือปิดประตูรถ ก็แว่วเสียงตัดพ้อแบบหวานๆ น่ารักว่า "โถ....ไม่น่าเลย ป้อชายเดี๋ยวนี้ทำไม๋จึงเป็นจะอี้กันไปหม๋ด เฮ้อเสียดายจัง" พี่ใหญ่เห็นสภาพหน้าไอ้เหลือ ก็เข้าใจในคำพูดของแม่สาวน้อยแห่งลานนาทันที "โถ....ไอ้เหลือนะไอ้เหลือ"


เขียนโดย ขุนไกร